บทเรียนก่อนขายของตลาดนัด

บทที่ 8 ถ้าแค่กลัวขายไม่ออก…งั้นก็ปล่อยให้ชีวิตคุณตกงานต่อไปเถอะ

By admin

(แรงบันดาลใจที่โหดแต่จริง สำหรับคนลังเลเกินเหตุ)

ขายอะไรดีตลาดนัด — คำถามที่คุณถาม เพราะคุณยังไม่กล้าพอจะขายจริงๆ

ผมจะพูดตรง ๆ เลยนะ ถ้าคุณยังถามว่า “ขายอะไรดีตลาดนัด” อยู่ในหัวทุกวัน แสดงว่าคุณยังไม่พร้อมจะขายจริง ๆ หรอก คุณพร้อมจะคิด พร้อมจะวิเคราะห์ พร้อมจะดูคลิปยูทูบแนะนำสินค้า แต่คุณยังไม่พร้อมจะลุกขึ้นยืนหน้าเต็นท์ เอื้อมมือส่งของให้ลูกค้า แล้วพูดว่า “ลองดูครับ”

ไอเดียใหม่ที่ทำเป็นเอกลักษณ์ของร้าน แต่ขายในสิ่งที่ธรรมดาๆ แต่ไม่ธรรมด้วยไอเดีย ขายอะไรดีตลาดนัด

การถามว่า “ขายอะไรดี” มันเหมือนกับถามว่า “ผมควรจีบผู้หญิงแบบไหนดี?” คุณไม่ได้อยากรู้หรอก คุณแค่ไม่กล้าเริ่ม

คนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ตลาดนัด แพ้ความกลัวในหัวตัวเอง

คุณกลัวอะไร? กลัวไม่มีคนเดินมาแวะร้าน? กลัวคนไม่สนใจสินค้า? กลัวว่าเพื่อนจะรู้แล้วล้อว่า “ตกงานเลยต้องไปขายของเหรอ?”

เปล่าเลย คุณกลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นทั้งนั้น — กลัวความล้มเหลวที่ยังไม่ได้เกิด กลัวสายตาคนที่คุณไม่รู้จัก และกลัวมากที่สุดคือ… กลัวตัวเองจะยอมรับว่าล้มเหลวแล้วเดินกลับบ้านมือเปล่า

แต่รู้ไหมว่าอะไรน่ากลัวกว่านั้น?

การที่คุณยังปล่อยให้ตัวเองไม่ทำอะไรเลย จมอยู่ในงานที่ไม่ชอบ รอเงินเดือนชนเดือน แล้วหวังว่าชีวิตมันจะดีขึ้นเอง

ลงมือ และ ลุย สู้ เท่านั้น ที่ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยน

กลัวคนมองว่ากระจอก กลัวทำแล้วไม่เวิร์ค กลัวไม่มีใครซื้อ… แล้วไงต่อ?

กลัว = ยังไม่ล้มเหลว

แต่ไม่ลงมือ = แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

บางทีคุณต้องหยุดถาม “ขายอะไรดีตลาดนัด” แล้วเริ่มถามว่า “อยากมีเงินใช้ไหม?”

ถ้าคุณถามตัวเองว่า “ฉันอยากมีเงินไว้ใช้ไหม?” แล้วตอบว่า “ใช่” งั้นคุณก็รู้แล้วว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “ขายอะไรดี” แต่มันคือ… “เมื่อไหร่จะเริ่มวะ?”

ค้าหน้าแผงจ้องธนบัตร สะท้อนคำถามจริง ‘อยากมีเงินใช้ไหม

ความจริงที่ไม่มีใครบอกคุณ — ตลาดนัดมันไม่ได้ยาก แต่ใจคุณมันอ่อน

โทษเศรษฐกิจ โทษคนไม่มีเงิน โทษโชค… ยกเว้นตัวเอง

มันง่ายมากเลยที่จะบอกว่า “ช่วงนี้คนไม่มีเงิน” หรือ “คู่แข่งเยอะมากเลย” แล้วนั่งจิบกาแฟรอวันพรุ่งนี้ที่ไม่เคยมาถึง แต่พูดตามตรง นั่นมันแค่ข้ออ้างโง่ ๆ เพื่อให้คุณรู้สึกผิดน้อยลงที่ยังไม่ได้เริ่มขาย

ขายอะไรดีตลาดนัด ไม่ได้สำคัญเท่า “คุณกล้าขายหรือเปล่า”

คุณจะขายเสื้อผ้า ของกิน เครื่องราง หรือลูกชิ้นปิ้ง… มันไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นคือคุณมี ความกล้าจะยื่นของให้ลูกค้า หรือเปล่า?

สินค้าบนโต๊ะเป็นรอง ใจกล้าต่างหากคีย์สำคัญ

อย่ารอแรงบันดาลใจ อย่ารอคอร์สฟรีจากยูทูบ อย่ารอคนมาอวย

แรงบันดาลใจแม่งไม่ได้ลอยมาหาคุณหรอก มันเกิดขึ้นตอนคุณกำลังง่วนอยู่กับการจัดของ ใส่ถุง แล้วยื่นให้ลูกค้า

ตลาดนัดเป็นเวทีของ “คนลุย” ไม่ใช่ “นักวิเคราะห์ฝันกลางวัน”

คนที่ประสบความสำเร็จในตลาดนัดไม่ใช่คนที่วางแผนดีที่สุด แต่คือคนที่กล้าลงมือที่สุด ไม่ต้องเก่ง แค่กล้าให้พอ

วิธีเอาชนะความกลัวที่ทำให้คุณตกงานมานานเกินไป

5 คำถามที่คุณต้องตอบให้ได้ ก่อนจะขายของแม้แต่ชิ้นแรก

ถ้าคุณขายไม่ออก 3 วันติด จะยังลุยต่อไหม?

ถ้าไม่… คุณยังไม่พร้อม

คุณกล้าพูดกับลูกค้าที่เดินผ่านว่า “ลองดูก่อนได้นะคะ” หรือเปล่า?

ถ้าไม่… คุณต้องซ้อมหน้ากระจกแล้วลุยเลย

นักขายฝึกฝนท่าพูด ‘ลองดูก่อนได้นะคะ’ หน้าเต็นท์ก่อนลงสนาม

คุณยอมเหนื่อยเดินตลาด 2 ชั่วโมง เพื่อดูคนอื่นขายยังไงไหม?

ถ้าไม่… คุณก็แค่ขี้เกียจ

ถ้ามีคนขำใส่ของที่คุณขาย คุณจะยิ้มแล้วเดินต่อ หรือจะเลิกเลย?

ถ้ายังไม่รู้คำตอบ… คุณต้องยอมรับว่าคุณไม่ใช่คนขายของ แต่เป็นแค่นักฝัน

คุณพร้อมรับผิดชอบชีวิตตัวเองแบบ 100% หรือยัง?

ถ้าใช่ — งั้นลงมือซะ ถ้าไม่ — อย่าบ่นเรื่องเงินในบัญชีเลย

เจ้าของร้านยิ้มรับฟังลูกค้า สะท้อนว่าตลาดนัดเป็นของคนเข้าใจลูกค้า

“ขายอะไรดีตลาดนัด” ไม่ใช่ประเด็น… แต่ “ขายยังไงให้คนซื้อ” ต่างหากที่สำคัญ

เปลี่ยนจากคำถาม “ขายอะไรดี?” เป็น “ขายให้ใคร?” แล้วทุกอย่างจะชัดขึ้น

ตลาดนัดคือที่ของคนที่เข้าใจลูกค้า ไม่ใช่ของคนที่เข้าใจแค่ตัวเอง

คนตลาดนัดไม่ได้ซื้อของตามแฟชั่น เขาซื้อของที่ “แก้ปัญหาเขา” ได้

คุณขายของกิน = แก้หิว

คุณขายเสื้อผ้า = แก้หนาว แก้ไม่มีใส่

คุณขายอุปกรณ์มือถือ = แก้ของพัง ใช้งานไม่ได้

สินค้าที่มีความต้องการสูง หายาก ราคาไม่แพง และแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ดี

หาของที่ลูกค้าจำเป็นต้องใช้ ไม่ใช่ของที่คุณอยากขาย

อย่าขายเพราะชอบ ให้ขายเพราะ “เขาต้องการ”

เริ่มจาก 1 ตารางเมตรของโต๊ะ กับของ 1 อย่างที่คนต้องหยุดดู

ไม่ต้องรอเปิดร้านใหญ่ ไม่ต้องมีป้ายไวนิลอลังการ เริ่มจากของ 1 อย่างที่คุณกล้ายื่นให้คนดู แล้วค่อยขยาย

เคล็ดลับโหด ๆ ที่ไม่มีในคลาสออนไลน์ แต่มีในโลกของคนขายจริง

ถ้าคุณไม่กล้าพูดกับลูกค้า ก็อย่าหวังว่าเขาจะกล้าจ่ายเงินให้คุณ

คุณไม่ต้องพูดเก่ง ไม่ต้องตลก แต่ต้อง “กล้า”

น้ำเสียงของคุณสำคัญกว่าสินค้าคุณอีก

พูดด้วยความมั่นใจ แทนที่จะพูดเบา ๆ แบบกลัวเขาปฏิเสธ

การยิ้ม การสบตา การทักทาย มันคือการตลาดที่ไม่มีต้นทุน

ลองยิ้มแล้วพูดว่า “ดูได้นะครับ” มันเวิร์คกว่าป้าย “ลดราคา” เยอะ

รอยยิ้มหน้าแผงเชื่อมใจลูกค้า โดยไม่เสียสตางค์

ขายได้หรือไม่ได้ ไม่ได้อยู่ที่ “สินค้า” อยู่ที่ “พลังในตัวคุณ” ต่างหาก

ของจะดีแค่ไหน ถ้าคุณพูดไม่ออก แนะนำไม่ได้ ก็จบ

หยุดกลัว แล้วลุกมาทำ — เพราะโลกนี้ไม่รอคนที่มัวแต่ “คิดแต่ยังไม่เริ่ม”

ถ้าคุณอยากได้เงินจากตลาดนัด ก็ต้องกล้าพอจะโดนปฏิเสธ

การขายของคือเกมของการโดนปฏิเสธซ้ำ ๆ แล้วไม่ยอมแพ้

ความเจ็บจากการโดนเมิน มันเจ็บไม่เท่าความจน

ถ้าคุณเลือกจะไม่กล้าแค่เพราะกลัวเจ็บใจ งั้นก็เตรียมตัวเจ็บกระเป๋าไปอีกนาน

การมีความฝันไม่ใช่สิ่งผิด แต่ไม่กล้าที่จะทำคือความผิดอันยิ่งใหญ่

อย่าหวังจะมีอนาคตดี ถ้ายังไม่กล้าเปลี่ยนปัจจุบัน

อนาคตคุณอยู่ในมือคุณ ไม่ใช่ในคอมเมนต์ยูทูบ

ทุกบาทที่คุณไม่กล้าหา จะกลายเป็น “เวลา” ที่คุณต้องยืมคนอื่นใช้

หนี้ที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เงิน แต่คือหนี้เวลา… ที่คุณเสียไปกับการลังเล

สรุปแบบโหด ๆ — คุณจะเลือกเป็นคนขาย หรือคนที่แค่ “อยากจะขาย” ไปอีก 10 ปี?

ผู้ค้าหน้าแผงหน้าตาลังเล บ่งว่ากลัวขายไม่ออกจนตกงาน

ถ้าคุณยังกลัวขายไม่ออกอยู่… งั้นก็ตกงานต่อไปเถอะ

คุณมีทางเลือกแค่ 2 อย่าง:

  1. ลุกขึ้นแล้วลองขาย แล้วปรับตามที่ผิด
  2. หรือ… นั่งอยู่เฉย ๆ แล้วด่าโชคชะตา

คนที่สำเร็จไม่ใช่เพราะเขาขายของเก่งกว่า แต่เพราะเขา “เริ่มก่อน”

เพราะทุกคนล้มเหลวเหมือนกันหมดตอนเริ่มต้น — แต่คนที่รอด คือล้มแล้วยังลุกไหว

ตลาดเต็มคนกล้า ทิ้งคนช้าและขี้เกียจไว้ข้างหลัง

โลกมันไม่ยุติธรรมกับคนลังเล แต่แม่งก็ไม่เคยใจดีกับคนขี้เกียจ

อย่าหวังว่าโอกาสจะมาเคาะประตู ถ้าคุณยังนอนอยู่บนเตียง

อยากเปลี่ยนชีวิต? ก็ต้องกล้าเปลี่ยนตัวเองก่อน

และมันเริ่มต้นด้วยคำเดียว…

“ขาย”