เพราะถ้าเราเอาความรู้สึกแพ้มาตัดสินตัวเอง เราจะไม่มีวันกล้าชนะอีกเลย
ผมจำได้แม่น…วันแรกที่ผมลองขายของในตลาดนัด ผมลงทุนไป 3,000 บาท กับของที่ผมเชื่อว่าคนต้องชอบแน่ๆ ผลลัพธ์คือ? ผมนั่งรอคนซื้ออยู่ 5 ชั่วโมง ได้เงินคืนมาแค่ 180 บาท แล้วฝนก็ตกไล่ผมกลับบ้านพร้อมของเปียกๆ และคำถามในหัวว่า “นี่กูโง่ หรือของกูมันกาก?”

หลายคนเริ่มต้นด้วยฝันว่าจะขายดี ตั้งเป้าไว้สูง แล้วจบลงด้วยความรู้สึก “กูไม่ดีพอรึเปล่าวะ?” แต่ความจริงคือ…คุณอาจไม่ได้แย่หรอก คุณแค่ยังไม่เข้าใจสนามที่คุณลงไปเล่น
และนั่นแหละคือสิ่งที่เราจะคุยกันวันนี้ — ไม่ใช่เรื่องวิธีขายให้ปัง แต่เป็นวิธีหยุดตัดสินตัวเองจากยอดขาย แล้วเริ่มเข้าใจ “ตลาดนัด” ในแบบที่ตลาดนัดเป็นจริงๆ ไม่ใช่แบบที่คุณหวังว่ามันจะเป็น
ายของตลาดนัดครั้งแรกแล้วแป้ก? ยินดีด้วย คุณเริ่มเหมือนมืออาชีพทุกคน

ไม่มีใครประสบความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ว่าคุณจะอ่านเจอใครที่ “ขายได้หมื่นในวันเดียว” อย่าเพิ่งเอาตัวเองไปเปรียบเทียบ เพราะคุณไม่รู้ว่าเขาลองมากี่ครั้งก่อนหน้านั้น
- มืออาชีพทุกคนเคยมีของค้างเต็มลัง
- เคยเจอวันที่ขายไม่ออกสักชิ้น
- เคยถูกลูกค้าปฏิเสธแบบหน้าตรงๆ โดยไม่แม้แต่จะมองหน้า
ความล้มเหลวพวกนี้ไม่ใช่เครื่องวัดคุณค่าของคุณ แต่มันคือบทเรียนที่คนขายของตลาดนัดทุกคนต้องเจอ และมันจะทำให้คุณ “เข้าใจตลาด” มากกว่าทฤษฎีไหนๆ
คุณอาจไม่ได้ขายไม่ได้…คุณแค่ยังไม่เข้าใจ “คนซื้อ”
ตลาดนัดไม่ใช่ตลาดในฝัน มันคือตลาดจริงๆ ของคนจริงๆ
คนเดินตลาดนัดไม่ได้มองหาของแพงหรูหรา พวกเขามองหาของที่ “ใช่ตอนนั้น” เช่น:
- ของที่ใช้ได้เลยตอนนี้ (ไม่ต้องรอ)
- ของที่รู้สึกว่าคุ้ม (แม้จะไม่รู้จักแบรนด์)
- ของที่ตอบโจทย์อารมณ์เขาตอนนั้น (เบื่อ เซ็ง หิว อยากได้อะไรแก้เครียด)

ถ้าคุณขายของที่ดีมากแต่ไม่ “ตรงจริต” คนเดินผ่าน คุณก็เหมือนคนแจกใบปลิวภาษาอังกฤษในตลาดเยาวราช — ไม่มีใครสนใจ เพราะมันไม่เกี่ยวกับเขาเลย
การตั้งราคาคือศาสตร์ครึ่งหนึ่ง ศิลป์อีกครึ่ง
คุณไม่ได้ขายของ คุณกำลังขาย “ความคุ้ม” ให้คนเดินผ่าน
จิตวิทยาของราคานั้นซับซ้อนกว่าที่คิด โดยเฉพาะในตลาดนัด:
- ราคากลมๆ (100, 200) ทำให้คนรู้สึกว่าแพง
- ราคาแปลกๆ (99, 89) ทำให้คนรู้สึกเหมือนได้ “ดีลดี”
- การติดป้าย “ซื้อ 2 ชิ้น แถมฟรี 1” ทำให้คนรู้สึกได้ของฟรี ทั้งที่คุณคิดราคามาแล้ว

ถ้าคุณยังตั้งราคาตามใจ หรือรู้สึกว่า “ของกูดี กูไม่ลด” งั้นคุณอาจต้องอยู่กับของกองเดิมไปอีกหลายวัน
“ของขายดี” ไม่ได้มีอยู่จริง — มีแต่ “ของที่ขายดีในบางที่ กับบางคน”
หยุดถามว่า “ขายอะไรดี?” แล้วลองถามว่า “ใครคือคนที่เดินผ่านบูธเรา?”
แทนที่จะวิ่งตามเทรนด์ ลองหยุดแล้วสังเกตคนเดินตลาด:
- ใครเป็นกลุ่มใหญ่ในช่วงเวลาไหน (แม่บ้าน? นักเรียน? พนักงาน?)
- เขามองหาอะไร?
- ทำไมเขาเดินผ่านบูธคุณแล้วไม่หยุด?

การเข้าใจพฤติกรรมคนเดินตลาด จะช่วยให้คุณ “เสนอของที่ใช่” ใน “เวลาที่ใช่” และ “ราคาโดนใจ” แค่นั้นก็ปิดจ๊อบ
ถ้าคุณยังขายไม่ออก…คุณอาจต้องขาย “ตัวเอง” ก่อน
ไม่ต้องพูดเก่ง ไม่ต้องสวย แต่ต้อง “จริงใจและเข้าใจคน”
คุณคือแบรนด์ของคุณในตลาดนัด คนเดินผ่านจะมองคุณก่อนมองสินค้า:
- ยิ้มได้ไหม?
- ทักทายอย่างจริงใจไหม?
- แนะนำสินค้าแบบ “ช่วยเขา” หรือ “ยัดเยียด”?

พลังงานจากคนขายคือสิ่งที่ลูกค้ารู้สึกได้ แม้จะไม่ได้พูดอะไรเลย ถ้าคุณนั่งหน้าบึ้งแบบหมดแรง อย่าหวังว่าจะมีคนกล้ามาหยิบของ
ความล้มเหลวครั้งนี้ อาจเป็นสิ่งที่คุณต้องเจอ…ก่อนจะโต
ไม่มีนักขายคนไหนขายดีตั้งแต่วันแรก — อย่าหลงภาพใน TikTok
คลิปใน TikTok หรือ YouTube ที่โชว์ยอดขายหลักหมื่นในวันเดียว คือ “จุดพีค” ของคนที่ผ่านความล้มเหลวมานับไม่ถ้วน อย่าตัดสินตัวเองจากไฮไลต์ของคนอื่น

คุณต้องให้เวลากับตัวเอง ให้โอกาสเรียนรู้ และกล้าที่จะพัฒนา ไม่ใช่เอาความล้มเหลวมาทำลายความมั่นใจในครั้งถัดไป
เครื่องมือที่คนขายของตลาดนัดยุคใหม่ควรใช้
ถ้าคุณยังไม่เคยจดว่าสินค้าไหนขายดีวันไหน คุณกำลัง “เดา” มากกว่า “ขาย”
อย่าขายด้วยความรู้สึก จงขายด้วย “ข้อมูล”:
- จดยอดขายทุกวัน
- ถ่ายรูปหน้าร้านไว้ดูคนเดินผ่าน
- จดโน้ตว่าใครซื้ออะไร เวลาไหน ราคาไหน

ข้อมูลเล็กๆ พวกนี้จะช่วยให้คุณปรับแผนได้ไวกว่าเดิม 10 เท่า
คุณไม่ต้อง “ดีพอ” กับทุกคน แค่ “เข้าใจพอ” กับกลุ่มเป้าหมายของคุณ
จงเลือกที่จะขายให้เฉพาะคนที่ใช่ — แล้วโลกจะใจดีกับคุณมากกว่าที่คิด
ถ้าคุณพยายามขายให้ทุกคน คุณจะจบลงด้วยการไม่ขายให้ใครเลย
- จงชัดเจนว่า “สินค้านี้เหมาะกับใคร”
- จงปรับคำพูดให้ตรงกับอารมณ์ของเขา
- จงอยู่ตรงที่เขาจะมาเดินจริงๆ

เมื่อคุณรู้ว่า “คุณขายให้ใคร” คุณจะไม่ต้องเหนื่อยไล่ตามอีกต่อไป
สรุปแบบไม่โลกสวย: ขายของตลาดนัดมันเหนื่อย แต่แม่งก็คุ้มถ้าคุณเข้าใจมัน
ถ้าวันนี้คุณขายไม่ได้…ขอให้คุณอย่าเพิ่งตัดสินตัวเอง
ผมไม่รู้ว่าคุณเจออะไรมาบ้างในวันขายไม่ดี แต่ผมรู้สิ่งหนึ่ง…ถ้าคุณยังกล้าออกจากบ้าน พับโต๊ะ กางผ้า เช็ดฝุ่น ยิ้มให้คนแปลกหน้า แล้วพูดว่า “อันนี้ลดให้พิเศษเลย”
คุณยังมีศักยภาพมากกว่าคนที่นั่งอยู่บ้านแล้วบ่นว่า “ขายของมันไม่เวิร์กหรอก”

ตลาดนัดอาจไม่ได้สวยหรู แต่มันคือสนามจริงของคนที่อยากเริ่มต้นจริง และทุกคนที่เข้าใจมัน จะกลายเป็น “นักขาย” ที่โตได้ในแบบของตัวเอง
และอย่าลืม…
ขายไม่ดี ไม่ได้แปลว่า “คุณไม่ดีพอ” แต่มันอาจแค่แปลว่า “คุณยังไม่เข้าใจตลาด” เท่านั้นเอง

